บรรเทาปวดกล้ามเนื้อกับการแช่ ออนเซ็น …!!!

ออนเซ็น น้ำพุร้อนธรรมชาติของแต่ละเมืองมีส่วนผสมของแร่ธาตุต่างๆในน้ำแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ที่นารุโกะมีน้ำร้อนธรรมชาติมีแร่ซัลเฟอร์สูง สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรทราบเกี่ยวกับการแช่ออนเซ็นในญี่ปุ่นคือเรื่องการสักผิวหนัง คนญี่ปุ่นไม่ถือว่าการมีรอยสักเป็นเรื่องปกติทั่วไป และอาจไม่เหมาะกับการแช่ออนเซ็นในบางแห่ง ดินแดนโทโฮกุมีจำนวนบ่อน้ำออนเซ็นมากเป็นพิเศษ และมีความเป็นมาในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเกี่ยวกับออนเซ็นมาช้านาน ในประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งสัตว์เช่นลิงก็ยังมีความสุขกับการแช่ออนเซ็นและผ่อนคลายในบ่อน้ำพุร้อนเช่นกัน ใครไปเที่ยวญี่ปุ่น เราเชื่อว่าอย่างน้อยต้องมีคนแพลนทริปเพื่อไปแช่ออนเซ็นไม่มากก็น้อยแน่ๆ เพราะนอกจากจะเป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ยังมีสรรพคุณเด็ดมากมายไม่ว่าจะเป็น บำรุงผิวพรรณ บรรเทาปวดกล้ามเนื้อ คลายเครียด ลดความอ้วนได้ด้วยนะ

ออนเซ็น
ออนเซ็น

ออนเซ็นกับการห้ามคนมีรอยสักใช้บริการ

สาเหตุหลักที่อธิบายได้ง่ายที่สุดก็คือ คนญี่ปุ่นมีความคิดที่ฝังรากลึกว่า รอยสักคือสัญลักษณ์ของกลุ่มคนที่ต่อต้านครรลองของสังคม พูดง่ายๆ ก็คือกลุ่มคนที่สร้างความปั่นป่วนให้สังคมญี่ปุ่นไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยตามที่ควรจะเป็นก็คือยากูซ่าหรือพวกหัวรุนแรงที่มีรอยสักกันทั้งสิ้น ในขณะที่ออนเซ็นคือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ผู้ใช้บริการจะต้องเปิดเผยเรือนร่างและลงไปแช่ในน้ำบ่อเดียวกันกับคนอื่น ฉะนั้นการที่คนที่มีรอยสักลงไปแช่ในออนเซ็นร่วมกับคนทั่วไปก็มีค่าเท่ากับการที่สิ่งที่สังคมญี่ปุ่นรังเกียจและเกรงกลัวเข้ามาปะปนด้วย สร้างความไม่สบายใจให้กับคนที่ไม่มีรอยสัก ฉะนั้นผู้บริหารสปา ออนเซ็นในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงต้องสั่งห้ามมิให้คนที่มีรอยสักเข้ามาใช้บริการนั่นเอง

การให้บริการบ่อออนเซ็นโดยทั่วไปจะเป็นบ่อสำหรับชาย และหญิงแยกจากกัน ประเภทของบ่อออนเซ็นนั้นก็มีหลากหลาย ตั้งแต่บ่อที่มีความร้อนสูง จนถึงบ่อน้ำเย็นมาก หรือแม้กระทั่งบ่อน้ำที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆซึ่งเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและโรคบางอย่าง บ่อออนเซ็นบางแห่งซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลมักจะมีบ่อส่วนตัวสำหรับให้บริการแขกที่มาค้างคืน และรีสอร์ตซึ่งอนุญาตให้แช่ออนเซ็นทั้งที่สวมเสื้อผ้าได้ก็มีเช่นกัน

 

วันนี้เรามี 6 สถานที่ขึ้นชื่อการแช่ออนเซ็นที่มีชื่อเสียงมาฝากกัน ใครอยากเลือกแช่แบบไหนตามเราไปดูกันเลย

  1. ออนเซ็นที่ Fujigoko Onsen บริเวณ ทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko) อีกหนึ่งออนเซ็นที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิแบบเต็มๆ เอาให้ฟินกันไปข้างนึงเลย ทั้งยังเลือกได้ด้วยว่าจะแช่ออนเซ็นแบบด้านใน หรือ open air แต่จะแบบไหนก็ล้วนแต่สบายใจ สบายอารมณ์กันทั้งนั้น ไม่อยากให้พลาดที่นี่เลย
  2. ออนเซ็นที่ Hakone Onsen อยากจะแช่ออนเซ็นฟินๆ ชมวิวภูเขาไฟฟูจิไปด้วยก็ต้องที่นี่เลย ที่นี่มีบ่อออนเซ็นให้เราแช่ถึง 20 บ่อเลยทีเดียว และสำหรับบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดนั้นมีชื่อว่า ‘Yumoto’ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยในการไหลเวียนของโลหิตและคลายอาการปวดหลังได้ดี
  3. ออนเซ็นที่ โรงแรมดอร์มี อินน์ โตเกียว-ฮัทโจโบริ ที่นี่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของนักแช่ออนเซ็นที่ต้องทำธุระในเมือง ด้วยความผ่อนคลายที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากแช่ออนเซ็นในเรียวกัง อีกทั้งการบริการอันแสนอบอุ่นของพนักงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานของดอร์มี อินน์ ทำให้การแช่ออนเซ็นที่นี่จะทำให้คุณหายเหนื่อยล้าจากชีวิตประจำวัน
  4. ออนเซ็นที่ สวนลิงจิโกคุดานิ (Jigokudani Monkey Park) อยู่ใจกลางหุบเขาจิโกคุดานิในยามาโนอูจิ ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ลิงชอบลงป่ามาอาบน้ำแร่แช่ออนเซ็น และในบริเวณนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของลิงหิมะอีกด้วย เมื่อเดินไปที่สวนสาธารณะจะมีสระว่ายน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อลิงโดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวจะสามารถเห็นลิงตลอดเส้นทาง ถึงมันจะมีความคุ้นเคยกับมนุษย์แต่ก็ไม่ควรเข้าไปจับหรือให้อาหารอย่างเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัย แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่น้ำพุร้อนของลิงเท่านั้น ภายในบริเวณนั้นก็จะมีออนเซ็นเพื่อให้คนไปแช่อีกด้วย ขอบอกเลยว่าบรรยากาศสดชื่นมาก สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิต น้ำร้อนก็สุดแสนจะสบายเป็นที่สุด
  5. ออนเซ็นที่ Jinata Onsen ตั้งอยู่บริเวณรอยแยกของหน้าผาหิน บนเกาะเล็กๆ ที่ชื่อว่า ‘Shikine-jima’ ซึ่งสามารถนั่งเรือเฟอรี่จากกรุงโตเกียวไปได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แอ่งน้ำแร่สำหรับแช่ออนเซ็นนั้นโอบล้อมด้วยโขดหินใหญ่น้อยริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค และแม้น้ำทะเลจะขึ้นก็ยังสามารถแช่ออนเซ็นได้ (ออนเซ็นริมทะเลหลายแห่งของญี่ปุ่นพอน้ำขึ้นจะลงแช่ไม่ได้)
  6. ออนเซ็นที่ Yugawara ยุกาวาระออนเซ็น เมืองขนาดเล็กที่มีชื่อเสียงด้านออนเซ็นและธรรมชาติอันสมบูรณ์ ตั้งอยู่ที่บริเวณทางด้านตะวันตกสุดงหวัดคานากาว่าติดๆกับฮาโกเนะ โดยเป็นที่นิยมสำหรับชาวโตเกียวเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากนัก

รับทำการ์ดแต่งงาน สีสัน สดใส สะดุดตา คุณภาพดีที่สุด

รับทำการ์ดแต่งงาน การนำลายเส้นที่เรียบง่าย เป็นการ์ดเชิญที่มีราคาสูงกว่าแบบแรก เนื่องจากทางร้านนั้นมีแบบการ์ดให้คุณเลือก แต่คุณสามารถรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการในขอบเขตที่ร้านสามารถแก้ได้ เราจึงให้ความสำคัญทุกขั้นตอนในการผลิตการ์แต่งงานเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้คุณภาพ และราคาที่เหมาะสม ทำให้ทั้งคนให้และผู้รับการ์ดแต่งงงานมีความสุขและเข้าใจถึงความสำคัญของงานแต่งงานของคุณ ซึ่งการ์ดเชิญประเภทนี้นอกจากราคาจะสูงกว่าแล้วยังใช้เวลานานกว่าแบบแรกอีกด้วย มาสร้างเป็นสัญลักษณ์ ที่ทำให้เกิดการจดจำ ซึ่งลักษณะงานสไตล์นี้เน้นการใช้โครงสร้างของวัตถุสร้างการจดจำ เพราะ รับทำการ์ดแต่งงาน เป็นสิ่งแรกที่จะบอกเรื่องราวความรักดีๆ ของคุณและคนรักให้กับแขกผู้มีเกียรติที่จะมาร่วมงานในวันที่สำคัญในชีวิตอีกวันหนึ่ง โดยใช้ลักษณะเด่น ทีมงานออกแบบของเราได้ ออกแบบการ์ดแต่งงานไว้มากมายให้คุณได้เลือก อีกทั้งเรายังสามารถแก้ไข และปรับเปลี่ยนแบบการ์ดแต่งงานของคุณให้ได้ตามที่ต้องการ มักใช้โครงสีน้อย ใช้ขนาดของเส้นที่สมํ่าเสมอสามารถใช้ได้ทั้งลายเส้นขนาดเล็กและลายเส้นขนาดใหญ่เน้นความสมํ่าเสมอกัน นอกจากการ์ดแต่งงาน และเรายังมีบริการผลิตของชำร่วยสำหรับงานแต่งงาน โดยเรามีของชำร่วยให้เลือกมากมาย และยังสามารถออกแบบให้เข้ากับธีมงานของลูกค้าคู่แต่งงาน ภายใน รับทำการ์ดแต่งงาน หากระบุถึงรายละเอียดของงานครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นวันที่และสถานที่ที่จะจัดงาน และหากมีรายละเอียดการจัดเลี้ยงและธีมของงาน ถูกออกแบบมาให้ทันสมัย เหมาะกับธีมงานแต่งงานทุกรูปแบบ นอกจากนี้คุณยังสามารถจะปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับงานแต่งงานคุณได้เช่นกัน เราได้ออกแบบการ์ดแต่งงานไว้มากมายให้คุณได้เลือก

รับทำการ์ดแต่งงาน

ซึ่ง รับทำการ์ดแต่งงาน แต่ละแบบก็จะมีความสวยงามที่แตกต่างกัน ก็จะช่วยให้แขกที่มาร่วมงานสามารถเลือกชุดที่จะได้ไปงานได้เข้ากับธีมงานมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสไตล์งานลักษณะนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบลักษณะต่างๆ ที่ต้องการการสื่อสารที่เรียบง่าย ที่คุณสามารถออกแบบได้ด้วยตัวเอง เป็นการ์ดที่ว่าที่บ่าวสาวร่วมกันออกไอเดียและสั่งออกแบบ หรืออาจจะมีการออกแบบเองแล้วสั่งพิมพ์เป็นพิเศษ การ์ดแต่งงานแบบนี้จะมีความพิเศษและมีเอกลักษณ์ส่วนตัว แน่นอนว่าการ์ดเชิญที่ได้นั้นจะต้องไม่เหมือนหรือซ้ำกับของใครอย่างแน่นอน แต่การ์ดแต่งงานแบบนี้นั้นจะมีราคาสูง และได้แบบที่ถูกใจเจ้าบ่าวเจ้าสาวมากที่สุด แต่ข้อเสียของ รับทำการ์ดแต่งงาน แบบนี้ก็คือมีราคาค่อนข้างสูง และมีโอกาสที่แบบที่สั่งพิมพ์อาจจะไม่เหมือนกับที่คาดหวังเอาไว้ ซึ่งก็สร้างความผิดหวังให้กับว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวได้ไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องเลือกร้านที่มีความเป็นมืออาชีพที่รับทำเป็นพิเศษ อีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตนานพอสมควรเลย หรือการผลิตสิ่งพิมพ์ที่ใช้สีน้อย ก็สร้างเอกลักษณ์ได้อีกทั้งสไตล์ การ์ดแต่งงาน เปรียบเสมือนตัวแทนของเจ้าบ่าว เจ้าสาว ที่ใช้เชื้อเชิญบุคคลต่างๆ ให้มาร่วมในงานแต่งงาน เพื่อเป็นสักขีพยานในวันสำคัญของคู่บ่าวสาว เปรียบเสมือนเป็นการป่าวประกาศให้แก่ญาติผู้ใหญ่และสังคมรู้ว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปบุคคลทั้งสองตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตส่วนที่เหลือร่วมกัน มีฝีมือ รับทำการ์ดแต่งงาน ในการออกแบบและงานฝีมือ ก็จะทำการออกแบบและทำการ์ดเชิญแต่งงานด้วยตนเอง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ได้การ์ดแต่งงานที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวและไม่มีใครเหมือนอย่างแน่นอนเพราะเป็นการ์ดทำมือและประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ข้อจำกัดของการ์ดแบบนี้ก็คืออาจใช้เวลานานในการทำการ์ดหนึ่งใบ

แต่ถ้าหากเป็น รับทำการ์ดแต่งงาน แบบเรียบๆไม่เน้นการตกแต่ใดๆมากก็อาจใช้เวลาน้อยลง โดยงานลักษณะนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบลักษณะต่างๆ ที่ต้องการการสื่อสารที่เรียบง่าย รูปแบบของการ์ดแต่งงานนั้นเป็นส่วนที่ต้องคำนึงถึงและมีความสำคัญมิใช่น้อย เพราะเท่ากับเป็นตัวแทนของคู่บ่าวสาวในการเชื้อเชิญแขกให้มาในงานแต่งงานของตน อีกทั้งยังเป็นการแสดงการให้เกียรติแก่ผู้ที่ได้รับเชิญอีกด้วย หรือการผลิตสิ่งพิมพ์ที่ใช้สีน้อย เป็นการ์ดที่ว่าทีเจ้าบ่าวเจ้าสาวส่งคำเชิญไปยังคนที่สนิทสนมและเคารพนับถือเพื่อมาเป็นเกียรติในวันงานสำคัญวันหนึ่งของชีวิต เมื่อพูดถึงการ์ดแต่งงานหลายคนอาจนึกถึง รับทำการ์ดแต่งงาน สีขาวหรือสีชมพูที่เป็นกระดาษแข็งๆ ฉลุลาย หรือประดับตกแต่งด้วยริบบิ้นหรือลูกไม้พร้อมด้วยชื่อบ่าวสาวและผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย งานลักษณะนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบลักษณะต่างๆ ที่ต้องการการสื่อสารที่เรียบง่าย ชอบอะไรที่ง่ายไม่ซับซ้อน นอกจากความสำคัญแล้ว การ์ดแต่งงานยังสามารถบ่งบอกรสนิยมของคู่บ่าวสาวได้อีกด้วย ฉะนั้นในการเลือกรูปแบบการ์ดแต่งงาน คู่บ่าวสาวควรจะต้องใช้ความพิถีพิถันในการเลือกเฟ้นพอสมควรทีเดียว และง่ายต่อการจดจำ เนื่องจากการ์ดเชิญงานแต่งงานจะทำหน้าที่แทนเจ้าบ่าวเจ้าสาว ควรจะต้องมีเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ กระชับ ไม่เยิ่นเย้อจนเกินไป มีการระบุวันเวลา ตลอดจนสถานที่ที่จะใช้ในการจัดงานอย่างชัดเจน ถ้าสามารถใส่แผนที่ของสถานที่จัดงานได้ก็จะเป็นการดี เพื่อความสะดวกในการเดินทางของแขกที่จะมาในงาน กล่าวง่ายๆ คือเป็นคำกล่าวเชิญแขกที่มาร่วมงานด้วยคำพูดที่มีความสุขภาพอ่อนน้อมมากที่สุด ฉะนั้น รับทำการ์ดแต่งงาน ควรจะต้องมีข้อความและรายละเอียด ใครที่ได้รับการ์ดเชิญ บัตรเชิญจึงเป็นสิ่งแรกที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เราเชิญมาร่วมงานสัมผัสได้ อีกทั้งรูปแบบและสีสันของการ์ดแต่งงานยังแสดงถึงเอกลักษณ์ของคู่บ่าวสาวและครอบครัวทั้งสองฝ่ายได้อีกด้วย เช่น ความหรูหรา ความเรียบง่าย ความเป็นธรรมชาติ หรือความสดใสสนุกสนานเป็นกันเอง นั่นย่อมหมายถึงว่าพวกเขาเป็นบุคคลสำคัญ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะบ่งบอกถึงลักษณะของงาน และลักษณะของเจ้าบ่าวเจ้าสาว โดยเริ่มจากประเภทของการ์ดว่าคู่ของคุณต้องการแบบไหน เพราะบนหน้า รับทำการ์ดแต่งงาน ส่วนมาก จะต้องมีการพิมพ์ชื่อของแขกลงไปด้วย ทำให้ผู้ที่ได้รับการ์ดรู้สึกพึงพอใจ ยิ่งการ์ดถูกออกแบบมาสวย ก็ยิ่งช่วยทำให้รู้สึกว่าเป็นการเชิญที่ให้เกียรติกันอย่างยิ่ง

ประทับใจไม่รู้จบกับ ใบไม้เปลี่ยนสี ….!!!

ฤดูการและสีสันของธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี ทำไมใบไม้จึงต้องเปลี่ยนสี ในฤดูร้อนที่มีกลางวันยาวนานแต่กลางคืนสั้นนั้น มีแสงแดงและดินที่อุดมด้วยน้ำเพียงพอสำหรับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง พืชจะเปิดโรงอาหารและสร้างอาหารหล่อเลี้ยงต้นตามปกติและเก็บสำรองไว้ แต่เมื่อฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้ามาอากาศจะเริ่มเย็นลง กลางวันจะสั้นลงและกลางคืนจะยาวขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พืชทราบว่าฤดูกาลกำลังจะเปลี่ยน และเป็นสัญญาณเตือนให้พืชเตรียมตัวสำหรับสภาพอากาศอันเลวร้ายและหนาวจัดของฤดูหนาว ที่พืชไม่มีน้ำและแสงเพียงพอสำหรับการสร้างอาหารอีกต่อไป ต้นไม้จึงต้องสร้างอาหารเก็บสะสมไว้ให้เพียงพอในฤดูร้อน และปิดโรงงานผลิตอาหารในฤดูหนาว นอกจากนี้พืชยังต้องลดการใช้พลังงานทุกรูปแบบเพื่อความอยู่รอด โดยการสลัดใบของมันทิ้งไปเพื่อลดการใช้พลังงานนำไปสู่การเปลี่ยนสีของใบไม้

ช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีมากที่สุดหรือ peak period จะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปี แต่ก็จะต่างกันในแต่ละปีเพียงแค่ไม่เกิน 10 วันเท่านั้น ทำให้การชมใบไม้เปลี่ยนสีจะง่ายกว่าการชมซากุระบานเพราะช่วงที่บานที่สุดหรือ Full Bloom จะอยู่แค่เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น แต่ช่วงพีคของใบไม้เปลี่ยนสีจะนานกว่าประมาณ 2-3 สัปดาห์

สำหรับฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์จากการสรรค์สร้างของธรรมชาติ สัมผัสได้ถึงความโรแมนติคด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนจากสีเขียวสู่สีส้ม แดง และเหลืองทองสลับกัน โดยที่ญี่ปุ่นจะเรียกการชมใบไม้เปลี่ยนสีนี้ว่า “Koyo ( 紅葉)” หรือ “Momiji-Gari” และตามปกติใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสี จากทางภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ของญี่ปุ่น ราวกลางเดือนกันยายนจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี  อาจมีการคลาดเคลื่อนไปบ้างตามสภาพอากาศ

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ถือเป็นฤดูที่โรแมนติกสุดๆ และหนึ่งในประเทศที่ผู้คนต่างไปเยือนมากแห่งหนึ่งก็คือ ประเทศญี่ปุ่น เพราะขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติและวัฒนธรรม อีกทั้งต้นไม้ดอกไม้ของที่นี่งามจนทำให้เราประทับใจไม่รู้จบ และสำหรับใครที่แพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนี่แหละเป็นอีกตัวเลือกที่ดีทีเดียว

ในวันนี้เราจะมาแนะนำ 7 สถานที่ท่องเที่ยวชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีแห่งประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ควรพลาด ถ้าพลาดแล้วจะเสียใจแน่นอน

  1. ใบไม้เปลี่ยนสี ถนนต้นแปะก๊วย (Icho Namiki) ของสวนเมจิจิงกูไกเอ็น (Meiji Jingu Gaien) ถือเป็นสถานที่ถ่ายทำละครยอดนิยมแห่งหนึ่งของโตเกียว เพราะต้นแปะก๊วย 146 ต้นที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนนยาว 300 เมตรนี้จะเปลี่ยนจากสีเขียวสดเป็นสีเหลืองทองอย่างสวยงาม รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในอุโมงค์ต้นแปะก๊วยเลย
  2. ใบไม้เปลี่ยนสี อาราชิยาม่า (Arashiyama) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสี ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาดูกัน อยู่ทางตะวันตกของเกียวโต เหมาะจะมาพักผ่อนและชมวิวความสวยงามของธรรมชาติ จะเช่าจักรยานปั่นชมวิวแม่น้ำ นั่งรถไฟท้องถิ่น หรือล่องเรือในแม่น้ำโฮซูกาวะ ชมทัศนียภาพธรรมชาติของหุบเขาตามแม่น้ำก็ฟินไปอีกแบบ ใครอยากมาดูใบไม้เปลี่ยนสีต้องมาประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนนะ
  3. ใบไม้เปลี่ยนสี สวนโยโยงิ (Yoyogi Park) เดิมถูกใช้เป็นหมู่บ้านนักกีฬาสำหรับงานกีฬาโอลิมปิกโตเกียวปี 1964 หลังจากนั้นก็ได้รับการปรับปรุงใหม่และเปิดเป็นสวนสาธารณะในปี 1967 ภายในพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 330 ไร่ มีใบไม้เปลี่ยนสีที่จะผลัดใบสวยงามมากมายเช่น ต้นเคยากิ 1,000 ต้น ต้นแปะก๊วย 200 ต้น ต้นเมเปิล 100 ต้น
  4. ใบไม้เปลี่ยนสี วัดน้ำใส หรือ วัดคิโยมิสุ (Kiyomizu-dera) วัดน้ำใส หรือ วัดคิโยมิสุ เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น อยู่ในเกียวโต วัดนี้ยังได้เป็นหนึ่งในมรดกโลกอีกด้วย ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ปลายๆเดือนพฤศจิกายน ต้นเมเปิ้ลรอบๆวัดน้ำใสจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ในตอนกลางคืนจะมีเปิดไฟส่องไปที่ต้นไม้และอาคารของวัดด้วย ก็ได้บรรยากาศที่สวยแปลกตาไปอีกแบบ
  5. ใบไม้เปลี่ยนสี ถนนมิโดซุจิ ถนนมิโดซุจิเป็นหนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงของโอซาก้า และเป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถดูใบไม้เปลี่ยนสีแบบฟินๆได้แม้อยู่ใจกลางเมือง เพราะตลอดสองข้างถนนสายยาวนี้มีต้นแปะก๊วยปลูกอยู่กว่า 800 ต้น และแน่นอน่าสามารถเดินช็อปปิ้งชิวๆได้สบาย
  6. ใบไม้เปลี่ยนสี วัดคันชินจิ วัดคันชินจิสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 7 โดยนักพรต Enno-Gyoja  เมื่อปีค.ศ. 701  ที่นี่เป็นอีกสถานที่หนึ่งในการมาดูใบไม้เปลี่ยนสีที่น่าประทับใจมากๆ ที่นี่มีพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตาเป็นพระประธานซึ่เป็นวัตถุโบราณแห่งชาติ แต่จะเปิดให้สักการะในช่วงวันที่ 17-18 เมษายน ของทุกปีเท่านั้นเอง
  7. ใบไม้เปลี่ยนสี สวนไดเซ็น สวนสาธารณะไดเซ็น (Daisen park) เป็นสวนสาธารณะที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น 1 ใน 100 สวนสาธารณะทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ด้วยพื้นที่กว่า 35 ไร่ สามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และทัศนียภาพอันงดงามของสุสานขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ประปราย

ซากุระ ฤดูกาลแห่งความสุขที่สวยงาม,,,!!!

ซากุระถือเป็นเรื่องราวและหัวข้อที่ถูกหยิบยกนำมาสร้างเป็นผลงานทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมากมายหลากหลายสาขาตั้งแต่ในอดีต หากในโลกนี้ไม่มีดอกซากุระ ก็คงดำเนินชีวิตได้อย่างสงบ ไม่ต้องตื่นเต้นหรือเสียดายในช่วงฤดูใบไม้ผลิกระมัง

อะริวาระโนะ นาริฮิระ ในสมัยนั้น ได้ประพันธ์บทกวีที่ว่า “หากในโลกนี้ไม่มีดอกซากุระ ก็คงดำเนินชีวิตได้อย่างสงบไม่ต้องตื่นเต้นหรือเสียดายในช่วงฤดูใบไม้ผลิกระมัง” มีความหมาย เดียวกับบทกวีทางด้านบน ซึ่งจากกวีบทนี้ ทำให้ทราบถึงความรู้สึกของผู้คนต่างๆ ในขณะที่รอคอย การมาของดอกซากุระอย่างใจจดใจจ่อ และผู้คนที่รู้สึกเสียดายกลีบดอกซากุระที่ต้องร่วงหล่นนั่นเอง

จิตรกรเองก็ได้จำความรู้สึกเหมือนกับในตอนนั้นและนำมาถ่ายทอดเป็นผลงานภาพวาดสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีซากุระประกอบอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการผลัดเปลี่ยนฤดูกาล ซึ่งมีอยู่หลายผลงาน ดอกซากุระถึงแม้จะมีช่วงชีวิตและความงามที่สั้นเพียงสิบกว่าวันเท่านั้น แต่ก็ยังถูกนำมากล่าวถึงใน งานด้านศิลปะต่างๆมากมายๆ นี่จึงถือเป็นหลักฐานอย่างดีถึงความรักของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อซากุระนั่นเอง ความชอบซากุระของชาวญี่ปุ่นนั้น ไม่เพียงแต่ในถูกนำมาถ่ายทอดในวงการศิลปะ แต่ในวงการอาหารก็ยังถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน

ซากุระ ธรรมเนียม การชมดอกซากุระ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ผู้คนนำเรื่องราวของดอกซากุระบานมาผูกพันเข้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ เช่น การแต่งโคลงกลอน “วากะ” และการวาดภาพขณะชมความงามของดอกซากุระบาน อีกทั้ง มีการจัดเทศกาลต่างๆ ไปทั่วประเทศญี่ปุ่นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่เล็งถึงการที่ต้นซากุระได้ผลิดอกเบ่งบานแล้ว ต้นซากุระที่แผ่กิ่งก้านจะผลัดดอกในช่วงฤดูหนาว แต่จากนั้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมตลอดจนเดือนเมษายน จะกลับมาผลิดอกสีชมพูนำความมีชีวิตชีวากลับคืนมาอีกครั้ง ทำให้ได้สัมผัสถึงทัศนียภาพในแบบญี่ปุ่นอันเป็นรากเหง้าอันสง่างามของชาวญี่ปุ่น สะท้อนความเป็น “วะ” (ความเป็นหนึ่งเดียวกัน) ดอกซากุระจะร่วงหล่นประมาณ 2 สัปดาห์หลังเริ่มผลิบาน ชวนให้ผู้คนได้ระลึกถึงความไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่ง และถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของดอกซากุระบาน

 

วันนี้เราจะมาแนะนำ 6 สถานที่ชมซากุระสวยๆ พร้อมข้อมูลเป็นประโยชน์ จะมีที่ไหนกันบ้าง ไปดูกันเลย

  1. ชมซากุระที่ Tsuruoka Park เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือนต้นซากุระกว่า 730 ต้นในสวนแห่งนี้ก็จะผลิบานงดงามเชิญให้เราไปเชยชม ความงามของต้นซากุระของที่นี่มีชื่อเสียงกล่าวขานไปอย่างกว้างไกลว่าเป็นต้นซากุระที่สวยงามที่สุดของจังหวัดยามางาตะ (Yamagata) อยากรู้ว่าจะสวยสักแค่ไหนเดินทางมาชื่นชมความงามของต้นซากุระแห่งจังหวัดยามางาตะกันได้ที่นี่
  2. ชมซากุระที่ Tsuruga Castle Park สวน Tsuruga Castle แห่งนี้เป็นสวนที่รายล้อมบริเวณรอบปราสาทญี่ปุ่นเก่าแก่อย่างปราสาท Tsuruga เอาไว้ จึงทำให้บรรยากาศความงดงามของซากุระเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เป็นทิวทัศน์ที่หาดูได้ยากเพราะผสมผสานไปด้วยความงามจากธรรมชาติและความงามทางวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น
  3. ชมซากุระที่ Miharu Takizakura หนึ่งในจุดชมวิวซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งใน 9 ที่ และอยากให้ไปชมกันสุด ๆ ก็คือจุดชมวิวต้นทากิซากุระของเมืองมิฮารุนี้นี่เอง เนื่องจากต้นทากิซากุระนั้นเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของซากุระที่หายาก แถมชาวญี่ปุ่นเขายังการันตีกันว่าเป็นต้นซากุระพันธุ์ที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นและมีลักษณะคล้ายกับน้ำตก
  4. ชมซากุระที่ Furusato park จุดชมซากุระแห่งนี้เป็นพื้นที่เนินเขาขนาด 120,000 ตารางเมตร ในจังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) ในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือปลายเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมต้นซากุระภายในสวนแห่งนี้ก็จะออกดอกสวยงามรออวดโฉมทุกคนที่มาเยี่ยมเยียน ให้บรรยากาศดงดงามและเป็นสถานที่บรรยากาศดี ๆ
  5. ชมซากุระที่ Nijikken Doro Sakura Namiki แนวต้นซากุระที่ทอดยาวไปตามถนนสายนี้นั้นจะสวยงามที่สุดเมื่อถึงฤดูที่ซากุระเบ่งบาน ตลอดทางมีแนวต้นซากุระยาวติดต่อกันถึง 7 กิโลเมตร และซากุระเหล่านั้นยังมีหลากหลายพันธุ์แต่ละพันธุ์ก็สวยงามแตกต่างกันไป ที่นี่จึงเป็นถนนสายซากุระยอดฮิตที่ชาวฮอกไกโดมักจะแวะมาชื่นชมความงามของซากุระกันในช่วงเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม

ชมซากุระที่ Ashino Chishogun Prefectural Natural Park อุทยานแห่งชาตินี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 ท่ามกลางบรรยากาศภูเขาและพื้นที่ชายฝั่งทะเลของอุทยานแห่งนี้มีต้นซากุระอยู่ถึง 2,300 ต้น ทะเลสาบและพืชพันธุ์ในอุทยานแห่งนี้ล้วนแต่เป็นส่วนประกอบที่ทำให้สามารถชมดอกซากุระได้อย่างงดงาม ซึ่งช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเดินทางมาชมมากที่สุด